News

News

News new ‘สหรัฐฯ’หรือ ‘จีน’ต่างก็ไม่สามารถดูถูก-หมายบดขยี้อีกฝ่ายหนึ่งได้ ‘นายกฯสิงคโปร์’เตือน

‘สหรัฐฯ’หรือ ‘จีน’ต่างก็ไม่สามารถดูถูก-หมายบดขยี้อีกฝ่ายหนึ่งได้ ‘นายกฯสิงคโปร์’เตือน

นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ กล่าวเตือนทั้งสหรัฐฯและจีนให้กดปุ่ม “pause” ขบคิดกันให้รอบคอบก่อนที่จะกดปุ่ม “fast forward” ดำเนินนโยบายแข็งกร้าวเข้าใส่กันต่อไปอีก เนื่องจากมีอันตรายมากต่อทั้งสองฝ่ายและต่อโลกโดยองค์รวม

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีมากประสบการณ์ของสิงคโปร์ ได้รับเชิญให้พูดในเวทีประชุมความมั่นคงแอสเพน (Aspen Security Forum) ซึ่งปีนี้จัดการประชุมแบบเสมือนจริง

นายกฯลี เริ่มต้นด้วยการกล่าวนำตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานการณ์โลกในช่วงนี้โดยรวม จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงการสนทนากับ เอเวน ออสโนส (Evan Osnos) นักเขียนประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร “เดอะ นิวเยอร์กเกอร์” (The New Yorker)

เนื้อหาสำคัญที่ ลี เซียนลุง พูดในคราวนี้ และได้รับความสนใจกันมาก คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน ผู้แปลจึงขอเก็บความนำมาเสนอในที่นี้ โดยตัดทอนเฉพาะช่วงที่พูดเน้นหนักเรื่องดังกล่าว ซึ่งก็คือประมาณครึ่งแรกของรายการสนทนา สำหรับผู้ที่สนใจดูต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถชมวิดีโอการสนทนาฉบับเต็มทางช่องยูทูบของ สถาบันแอสเพน (The Aspen Institue) https://www.youtube.com/watch?v=AxGEaLhqwno

คำกล่าวนำของ ลี เซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

ยินดีมากครับที่ได้มาพูดกับพวกคุณอีกครั้งหนึ่ง และยินดีมากที่ได้มาอยู่ที่นี่แบบเสมือนจริงกับทุกๆ ท่าน นี่เป็นหนึ่งในความเป็นจริงอย่างใหม่ ในการรับมือกับ โควิด-19 และหวังว่าจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว ต้องขอขอบคุณ จากการที่ประเทศจำนวนมากกำลังอยู่ในฐานะที่ดีขึ้นกว่าเดิมแล้วในขณะนี้ ด้วยการมีคนที่ได้รับวัคซีนแล้วจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่จากการที่ไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ เดลตา กำลังแพร่ระบาด รวมทั้งมีความเป็นไปได้อย่างเต็มที่ว่าจะมีตัวกลายพันธุ์อื่นๆ อีกในอนาคต หนทางข้างหน้าจึงจะยังคงสลับซับซ้อน

ความร่วมมือระหว่างประเทศ

พวกเราทั้งหมดต่างวาดหวังกันว่า โรคระบาดใหญ่ครั้งนี้จะเร่งรัดประเทศต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ทำนองเดียวกับช่วงหลังเหตุการณ์ 9-11 เมื่อมีช่วงเวลาของความสมานฉันท์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในการต่อสู้กับลัทธิก่อการร้ายของพวกสุดโต่ง ทว่าช่างโชคร้าย ในกรณีของ โควิด-19 มันกลับมีความแตกต่างออกไป ครับ มีความร่วมมือบางอย่างบางประการอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นความร่วมมือลักษณะพหุภาคีในเรื่องวัคซีน หรือ แผนการริเริ่ม “โคแวกซ์” (COVAX) แล้วการพาณิชย์ระหว่างประเทศก็ยังคงได้รับการธำรงรักษาเอาไว้ แต่ในระดับที่กว้างไกลกว่านั้นแล้ว โควิด-19 ไม่ได้นำพาให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว บ่อยครั้งทีเดียวมันกลับเป็นตรงกันข้ามด้วยซ้ำ มีการดิ้นรนแย่งชิงพวกข้าวของที่จำเป็นยิ่งยวดทั้งหลาย อย่าง หน้ากากป้องกัน และชุด PPE และในเวลาต่อมาก็คือ วัคซีน แล้วในระดับระหว่างประเทศนั้น โรคระบาดใหญ่ครั้งนี้เป็นสาเหตุให้มีการกล่าวหากันและการชี้นิ้วตำหนิติเตียนใส่กัน –ตั้งแต่เรื่องไวรัสนี้มาจากไหน, ใครสมควรที่จะถูกประณาม, และอื่นๆ ส่วนในระดับภายในประเทศ ประชากรในประเทศจำนวนมากต่างรู้สึกกังวลใจและรู้สึกไม่มั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกลายเป็นอาหารป้อนให้แก่อารมณ์ความรู้สึกแบบชาติภูมินิยม (nativist sentiments)

ทัศนะภูมิภาคของสหรัฐฯ

พัฒนาการในทางระหว่างประเทศอันสำคัญประการหนึ่งในรอบปีที่ผ่านมานี้ ได้แก่ การเปลี่ยนคณะบริหารของสหรัฐฯ ทั้งนี้สหรัฐฯได้หวนกลับมาสู่การกำหนดนโยบายการต่างประเทศ โดยใช้วิธีการตามแบบแผนมากขึ้น เป็นการกลับมาเน้นหนักลัทธิพหุภาคีนิยมกันอีกครั้งหนึ่ง และมีการกลับมาให้น้ำหนักกันอีกครั้งกับเครือข่ายพันธมิตรและหุ้นส่วนของตนในทั่วโลก มีความรู้สึกโล่งใจอย่างมองเห็นได้อย่างชัดเจนไม่แต่เฉพาะในเอเชียแปซิฟิก เท่านั้น หากแต่ตลอดทั่วโลกทีเดียว ประเทศต่างๆ กำลังเฝ้ารอคอยความคงเส้นคงวาเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวจากสหรัฐฯ พวกเขาวาดหวังว่าจะมีการประคับประคองนโยบายนี้ต่อไป ไม่ใช่แค่เฉพาะเวลานี้ หรืออีก 2-3 ปีข้างหน้าเท่านั้น หากแต่สำหรับระยะยาว เลยไกลออกไปจากการเลือกตั้งกลางสมัย (ในสหรัฐฯ) และจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี (ในสหรัฐฯ) ครั้งต่อๆ ไปอีกด้วย พวกเขาวาดหวังที่จะได้เห็นสหรัฐฯซึ่งพึ่งพาอาศัยได้และคาดทายล่วงหน้าได้ ซึ่งสามารถเป็นหลักอันมั่นคงหลักหนึ่งสำหรับระเบียบระหว่างประเทศ อย่างที่สหรัฐฯได้เคยเป็นมาในระยะเวลาหลาย ๆ ทศวรรษเหลือเกินก่อนหน้านี้

สหรัฐฯ-จีน

เกี่ยวกับประเด็นหนึ่งที่ต้องถือว่าเป็นประเด็นศูนย์กลาง ช่างโชคร้ายเหลือเกินที่มันยังคงมีความสืบเนื่องต่อมาอีก ประเด็นที่ว่านี้ คือ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน เรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่มีความยากลำบากมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในสหรัฐฯนั้น ความลำบากยุ่งยากเช่นนี้สะท้อนให้เห็นจากการที่ทัศนคติที่มีต่อจีนได้เกิดการพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง แล้วมันยังเป็นสิ่งที่ทั้งสองพรรคใหญ่ของสหรัฐฯต่างเห็นพ้องร่วมกัน รวมทั้งยังแผ่ขยายจากคณะบริหารและรัฐสภาเข้าไปหมู่ประชากรอีกด้วย พลังอย่างเดิมๆ ยังคงเป็นตัวจำกัด ตลอดจนเป็นตัวก่อรูปโฉมนโยบายต่างๆ ต่อจีน ของคณะบริหารสหรัฐฯชุดปัจจุบัน อย่างที่ได้ก่อรูปโฉมขึ้นมาโดยคณะบริหารชุดที่แล้ว ส่วนในจีนนั้นก็เช่นเดียวกัน ทัศนคติเป็นไปได้ทางแข็งกร้าวมากขึ้นและยืนกรานมากขึ้น อิทธิพลทั้งทางยุทธศาสตร์และทางเศรษฐกิจของจีนมีการเติบใหญ่ขยายตัวขึ้นมามาก และประเทศนี้ก็แสดงจุดยืนทางด้านระหว่างประเทศอย่างกระตือรือร้นเพิ่มขึ้น รวมทั้งแสวงหาทางปรับเปลี่ยนรูปโฉมของระเบียบระหว่างประเทศเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะหันหัวเลี้ยวกลับแนวโน้มปัจจุบันที่เป็นการมุ่งหน้าไปสู่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนซึ่งมีปัญหามีความลำบากมากขึ้น กระนั้น ประเทศจำนวนมากยังคงวาดหวังว่าจะสามารถสกัดทัดทานความเสื่อมทรามของความสัมพันธ์นี้เอาไว้ได้ เนื่องจากเพื่อนมิตรและพันธมิตรจำนวนมากของสหรัฐฯมีความปรารถนาที่จะสงวนรักษาสายสัมพันธ์อันกว้างขวางที่พวกเขามีอยู่กับทั้งสองมหาอำนาจ การขัดแย้งสู้รบกันย่อมไม่สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ดีงามอะไรขึ้นมา เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับสหรัฐฯและจีนที่จะต้องมุ่งมั่นพากเพียรที่จะมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ที่จะหลีกเลี่ยงถอยห่างออกจากการชนปะทะกันซึ่งจะสร้างความวิบัติหายนะให้แก่ทั้งสองฝ่าย และแก่โลก

ขณะเดียวกันนั้น พวกเราก็มีความยินดีสำหรับการที่สหรัฐฯกำลังส่งเจ้าหน้าที่ในระดับสูงออกเยือนประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก รัฐมนตรีต่างประเทศ (แอนโทนี) บลิงเคน และรัฐมนตรีกลาโหม (ลอยด์) ออสติน ได้ไปเยือนญี่ปุ่นกับเกาหลี รัฐมนตรีออสตินยังเดินทางมาที่สิงคโปร์, เวียดนาม, และฟิลิปปินส์ เมื่อเร็วๆ นี้ ขณะที่รองประธานาธิบดี (กมลา) แฮร์ริส กำลังจะมาเยือนสิงคโปร์และเวียดนาม ภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า

การเยือนในระดับสูงเช่นนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างใหญ่หลวง มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯกำลังลงทุนแบบพร้อมทุ่มเทแบนด์วิดธ์ (bandwidth) และทรัพยากรต่างๆ ในภูมิภาคนี้ และแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯมีส่วนได้ส่วนเสียและมีผลประโยชน์อย่างเป็นสาระแก่นสารอยู่ที่นี่ ซึ่งจะต้องคอยพิทักษ์ปกป้องและผลักดันให้ขยายเพิ่มขึ้นไป

และสหรัฐฯนั้นอยู่ในเอเชียแปซิฟิก ไม่ได้เพียงแค่เพื่อทำให้เกิดความแน่ใจเกี่ยวกับความมั่นคงของภูมิภาคและเกี่ยวกับดุลแห่งอำนาจเท่านั้น หากแต่ยังมุ่งผลักดันขยายผลประโยชน์เหล่านี้ให้เพิ่มพูนขึ้นไป ผลักดันการค้าและการลงทุน และมุ่งทำให้ความสัมพันธ์ข้ามแปซิฟิกในวงกว้างมีการเติบโตขยายตัวไปอีก อารมณ์ความรู้สึกเวลานี้ในสหรัฐฯไม่ได้เป็นไปในทางสนับสนุนการค้า แต่ยังคงมีโอกาสใหม่ๆ จำนวนมากสำหรับสหรัฐฯที่จะร่วมมือกับภูมิภาคนี้ เป็นต้นว่า ในด้านการค้าดิจิตอล และในการเจริญเติบโตของการค้าแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผมจึงหวังว่าสหรัฐฯจะเดินหน้าติดตามโอกาสเหล่านี้ และจะยังคงแสดงบทบาทอันสำคัญในการอุปถัมภ์ค้ำชูระเบียบโลกชนิดที่นำเอาทุกๆ ฝ่ายเข้ามาร่วมและยึดโยงอยู่กับกฎระเบียบ
ขอขอบคุณ ครับ

เอแวน ออสโนส (ผู้ดำเนินการสนทนา): ท่านนายกรัฐมนตรี ขอขอบพระคุณอย่างสูง คุณพูดถึงประเด็นปัญหาจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าในความคิดของประชาชนที่นี่ในสหรัฐฯนี่ เป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญกันในระดับสูงมากๆ ผมจึงขอสนทนาในเรื่องเหล่านี้ต่อ ในสิ่งที่เป็นหนึ่งในจุดแกนกลางอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือคำถาม เกี่ยวกับความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน นี่แหละ อย่างที่คุณพูดไว้แล้ว รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ลอยด์ ออสติน เพิ่งเดินทางไปเยือนสิงคโปร์เมื่อเร็วๆ นี้เอง และท่านรัฐมนตรีได้รับความสนใจพอสมควร เนื่องจากเขาไปพูดเอาไว้ว่า การที่จีนกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์และมีการกระทำต่างๆ ในอินโด-แปซิฟิกนั้น เป็นการคุกคามอำนาจอธิปไตยของบรรดาชาติที่อยู่รอบๆ ภูมิภาคดังกล่าว

พวกเราขณะนี้อยู่ในระยะ (ใหม่) ของโลกแห่งการวิเคราะห์จีน ซึ่งตอนนี้ยังคงไม่ได้มีการตั้งชื่อกันออกมา แต่พวกเรานั้นไม่ได้อยู่ในยุคสมัยของการมีปฏิสัมพันธ์กับจีนในวิถีทางเดียวกันกับที่พวกเราเคยทำกันมาก่อนหน้านี้ คณะบริหารไบเดนนั้นพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คณะบริหารนี้เรียกว่า การแข่งขันกันอย่างสุดเหวี่ยง (extreme competition) ผมขอตั้งคำถามว่าคุณเห็นร่วมกันกับพวกเราหรือเปล่า คุณมีความกังวลในระดับไหนเวลานี้ เกี่ยวกับสถานะของกิจการระหว่างสหรัฐฯกับจีน สำหรับคุณแล้วคุณเห็นว่าอุณหภูมิอยู่ตรงระดับไหน คุณรู้สึกกังวลอย่างไรหรือไม่ และคุณคิดว่ามันกำลังจะเดินหน้าไปอย่างไรในเส้นทางในอีกไม่กี่อาทิตย์อีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้?

นายกฯลี เซียนลุง: ครับ เรารู้สึกกังวล นี่ยังไม่ใช่ประเด็นที่กำลังร้อนแรงซึ่งจะระเบิดขึ้นมาใส่คุณในวันในพรุ่ง แต่มันก็เป็นประเด็นปัญหาที่มีการก้าวคืบเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยที่มีผลพวงต่อเนื่องที่สาหัสร้ายแรงมากๆ มันเป็นเรื่องที่ต้องลงมาสู่พื้นฐานเลย ซึ่งก็คือว่า สหรัฐฯนั้นมองจีนอย่างไร และจีนมองสหรัฐฯอย่างไร ก่อนหน้านี้นานทีเดียว สหรัฐฯมองจีนเป็นประเทศหนึ่งที่คุณสามารถทำงานด้วยได้ คุณมีความไม่เห็นพ้องกัน คุณมีข้อพิพาทมากมาย มีประเด็นปัญหามากมายว่าด้วยการค้าและค่าเงินตรา ตลอดจนด้านสิทธิมนุษยชนและอื่นๆ แต่โดยพื้นฐานแล้ว ยังคงมีพื้นที่ให้แก่พวกเขา คุณพูดเกี่ยวกับการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งมีความรับผิดชอบ และคุณก็มองจีนเป็นในหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเช่นนั้น

จีนนั้นก็มีความยินดีทีเดียวที่จะอยู่ในตำแหน่งตรงปีกตรงด้านข้างแบบนี้ พวกเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะท้าทายคุณ และพวกเขามีความยินดีที่จะบินไปด้วยจากการลงแรงของคุณ รวมทั้งมีความสุขกับการเดินทาง ทว่ามันมาถึงจุดที่ว่าจีนไม่ได้มีขนาดเล็กจิ๋วๆ อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว จีนเติบโตขึ้นมาอย่างน่าตื่นใจมาก และยังคงเติบโตต่อไปได้อีก ถึงแม้มีคนพูดกันว่าจีนกำลังเป็นสังคมคนสูงวัยและอัตราการเติบโตขยายตัวก็กำลังชะลอลง ความทะเยอทะยานของจีนก็เติบโตเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับความสามารถของจีนในการส่งอิทธิพลต่อเหตุการณ์ต่างๆ ในภูมิภาคและในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับภูมิภาค เนื่องจากจีนมองเอเชียว่าเป็นต่างแดนที่อยู่ใกล้ๆ ตน (near abroad) นี่ถ้าหากคุณจะใช้คำของยุคโซเวียตเก่าหรือคำของรัสเซียนะ

ทีนี้จากทัศนะมุมมองของอเมริกา คุณกำลังมองเห็นคู่แข่งขัน –เป็นคู่แข่งที่มีความเข้มแข็ง เเป็นคู่แข่งที่กำลังท้าทายคุณ บางทีอาจจะไม่ได้กำลังท้าทายคุณในเชิงความคิดอุดมการณ์ ในวิถีทางแบบที่สหภาพโซเวียตเคยท้าทาย แต่กำลังท้าทายคุณในฐานะที่พวกเขากลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับความเป็นศูนย์กลางแห่งอิทธิพลและความมั่งคั่งรุ่งเรือง แล้วยังกำลังประชันขันแข่งกับคุณในเรื่อง แน่นอนทีเดียว ในการชิงพื้นที่ในเอเชีย คุณจะต้องตัดสินใจว่าคุณจะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้รับมืออย่างไร

ก่อนหน้านี้นานทีเดียว ฝ่ายอเมริกันมีความมั่นอกมั่นใจอย่างสูงมาก ไม่ต้องวิตกกังวลอะไรหรอก เราจะมีการแข่งขันอย่างเสรี ให้ฝ่ายที่ดีเยี่ยมที่สุดเป็นผู้ชนะเถอะ แล้วคุณก็ไม่ได้มีความสงสัยข้องใจใดๆ เลย คุณจะพูดออกมาอย่างเงียบๆ ว่า ฝ่ายที่ดีเยี่ยมที่สุดจะต้องเป็นสหรัฐฯ แต่มาถึงเวลานี้คุณไม่ได้แน่ใจอะไรนักหนาเสียแล้วเกี่ยวกับส่วนตอนท้ายสุดนี่ ดังนั้น คุณจึงพูดว่า เอาล่ะ ผมจะต้องเป็นผู้ชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งจนได้ และผมก็ยังคงเชื่อในเรื่องการแข่งขันกัน แต่ผมต้องการให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างเป็นธรรม

มันเป็นเส้นกั้นบางมากๆ ระหว่างการปฏิบัติกับคู่แข่งในฐานะที่เขาเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือในฐานะที่เขาเป็นศัตรูคู่ปรปักษ์ ประธานาธิบดีไบเดนเพิ่งบอกว่ามันจะเป็นการแข่งขันกันอย่างสุดเหวี่ยง แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการให้เกิดการขัดแย้งสู้รบกัน ครับ เราทั้งหมดต่างหวังเอาไว้เช่นนั้น และเราทั้งหมดต่างหวังเอาไว้ว่าจะมีการลากเส้นแบ่งออกมาอย่างชัดเจน แต่ทว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอกที่จะรักษาประคับประคองเส้นดังกล่าวนี่เอาไว้ เพราะผมคิดว่าภายในสหรัฐฯนั้น มีฉันทามติอย่างแรงกล้าแบบที่ทั้งสองพรรคใหญ่ต่างก็เห็นพ้องต้องกันหมด ที่มองว่าโมเดลเก่า (ของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน) นั้นพังครืนใช้การไม่ได้แล้ว และคุณจำเป็นที่จะต้องใช้แบบแผนวิธีการซึ่งเข้มแข็งมากขึ้น เป็นแบบแผนวิธีการชนิดที่ ภายในขอบเขตอันมหาศาลทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็จะนำไปสู่การแบ่งขั้วแยกกันออกเป็นสองข้างในเรื่องเทคโนโลยี,ในเรื่องการเข้าถึงผู้มีความรู้ความสามารถ, และแม้กระทั่งในเรื่องตลาดทุน

ในอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่าวาทะที่พูดๆ กันอยู่นั้น มันถูกต้องทั้งหมดเลย นั่นคือวาทะที่ว่าโลกนี้เป็นโลกพหุภาคี มันไม่ได้มีศูนย์กลางของสติปัญญาหรือศูนย์กลางของอำนาจอยู่แค่หนึ่งเดียวหรอก เราทั้งหมดต้องทำงานร่วมกัน และการทำให้ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้ชนะ (win-win) นั่นเป็นสิ่งที่ดีกว่า มีผู้ชนะและผู้แพ้ (win-lose) มากมายนักหนา ทั้งหมดนี่ล้วนแต่เป็นความจริงทั้งนั้น แต่ในเวลาเดียวกัน ทางฝ่ายจีนก็มองที่อเมริกาแล้วก็พูดว่า นี่คือประเทศซึ่งยินยอมสนับสนุนให้ผมก้าวผงาดขึ้นมาหรือเปล่า หรือว่านี่คือประเทศซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็ต้องการหน่วงเหนี่ยวการก้าวขึ้นมาของผม?

ผมคิดว่า ภายหลังจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นมาเมื่อช่วงของคณะบริหารชุดที่แล้ว มันเป็นเรื่องที่มากเกินกว่าเพียงแค่คณะบริหารชุดเดียวเท่านั้นแล้ว ประชาชนจำนวนมากทีเดียวในจีน บางทีอาจจะอยู่ในระดับสูงด้วย มีข้อสรุปขึ้นมาว่า คุณไม่สามารถที่จะทึกทักสันนิษฐานขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยว่า เจตนานั้นจะมีแต่ความเมตตากรุณาเสมอไปหรอก และดังนั้น ในพลวัตนี้ การพยายามและการรื้อฟื้นความไว้วางใจกันขึ้นมา และการทำงานกับอีกฝ่ายหนึ่งนี่ –ผมคิดว่าต้องอาศัยคุณสมบัติของความเป็นรัฐบุรุษ, ความกล้าหาญ, รวมทั้งความเป็นผู้นำทางการเมืองในระดับภายในประเทศ จากทั้งสองประเทศทีเดียว เพราะในอเมริกา ถ้าหากดูที่ผลสำรวจต่างๆ ของ พิว (Pew) อารมณ์ความรู้สึกคือการต่อต้านจีนอย่างแรงกล้า และถ้าคุณมองไปที่จีน พวกเขาก็มีความคิดเห็นภายในประเทศของพวกเขาเหมือนกัน ความคิดเห็นภายในประเทศดังกล่าวก็คือความเป็นชาตินิยมอย่างสุดเหวี่ยง และการทูตแบบนักรบสุนัขป่า (wolf warrior diplomacy) นั้นเป็นที่นิยมชมชอบกันมากในประเทศจีน ในการพบปะหารือกันที่เมืองแองเคอเรจ นั้น (การพบปะหารือที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา ของสหรัฐฯ เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2021 ซึ่งเป็นการเจรจาในระดับสูงนัดแรกระหว่างคณะบริหารไบเดนกับฝ่ายจีน -ผู้แปล) ส่วนหนึ่งมันเป็นการแสดงละคร แต่ผมไม่แน่ใจหรอกว่าการที่ฉากแรกเลยก็เล่นกันเช่นนี้ จะเป็นสิ่งถูกต้อง แล้วมันจะจบลงได้ด้วยบทสรุปซึ่งน่าชื่นชมยินดี นี่แหละคือสิ่งที่ประเทศจำนวนมากห่วงกังวลกันอยู่

ออสโนส:คุณพูดอยู่หลายครั้งว่าในวอชิงตันนั้น ความรู้สึกความสำนึกมีการพลิกผันมาเป็นแข็งกร้าวต่อจีนมากขึ้น เวลานี้เป็นจุดยืนที่สองพรรคใหญ่เห็นพ้องต้องกันหมด ผมคิดว่ามันใช้เวลาอยู่นิดหน่อยกว่าที่ไอเดียนี้จะเป็นที่รับทราบกันในปักกิ่ง จากที่เคยรู้สึกกันว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ประดิษฐ์สร้างกันขึ้นมาของยุคทรัมป์

ผมทราบดีว่าท่านนายกฯเป็นผู้ระมัดระวังตัวที่จะไม่เที่ยวให้คำแนะนำแก่เพื่อนมิตรในรัฐบาลต่างประเทศทั้งหลาย คุณพยายามที่จะเสนอความคิดเห็นของคุณออกมาเพื่อการแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน และรับฟังทัศนะของพวกเขา แต่ว่าคุณจะช่วยแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเราได้ไหมครับ ในเรื่องที่ว่า คุณอยากจะอธิบายให้คณะบริหารไบเดนฟังว่ายังไง? จากนั้นบางทีเราก็จะคุยกันเกี่ยวกับปักกิ่งด้วย ข้อความที่คุณต้องการส่งไปถึงคณะบริหารไบเดนเพื่อให้เข้าใจถึงช่วงจังหวะเวลาขณะนี้ในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนคืออะไรครับ เป็นข้อความที่คุณคิดว่าอาจจะไม่นำมาพูดกันในวาทกรรมต่อสาธารณชนตามปกติ?

นายกฯ ลี: มีประเด็นปัญหาอยู่มากมายเลย มีข้อพิพาทโต้แย้งกันอยู่มากมาย มีความคับข้องใจที่ถูกต้องสมเหตุสมผลจำนวนมากจากทั้งสองฝ่ายด้วยซ้ำ แต่ความเป็นจริงมีอยู่ว่าไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่สามารถดูหมิ่นหมายบดขยี้อีกฝ่ายหนึ่งได้หรอก ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเข้าใจผิดๆ กันในทั้งสองฝ่าย เนื่องจากในจีนนั้น ผู้คนพูดกันว่า ตะวันออกกำลังก้าวผงาดขึ้นมา ตะวันตกกำลังเสื่อมทรุดลงไป มีบางคนเชื่อและเขียนเรื่องเช่นนี้ออกมา บอกว่าอเมริกากำลังอยู่ในภาวะเสื่อมทรุดถึงวาระสุดท้ายแล้ว ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยผมบอกพวกเขาว่า คุณดูที่ผู้ชนะได้รับรางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์และการแพทย์ทั้งหมดดูสิ มีใครเป็นคนเชื้อจีนบ้าง พวกเขาทั้งหมดถ้าไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน ก็กลายเป็นพลเมืองอเมริกันไปแล้ว มียกเว้นคนเดียว ที่เป็นพลเมืองจีน

มันมีความหมายเชิงศีลธรรมอยู่ในนี้ด้วยนะ อเมริกามีความสามารถในการดึงดูดผู้คนจากทุกหนแห่งทั่วโลก, มีผู้มีความรู้ความสามารถยิ่งใหญ่ และมีชีวิตชีวา และมีความสามารถที่จะประดิษฐ์สร้างตนเองขึ้นมาใหม่, และสามารถที่จะฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากที่ดูเหมือนกำลังบ่ายหน้าไปในทิศทางที่ผิดพลาดอย่างชนิดเหมือนไม่มีหนทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้วมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งนี่บางครั้งมันก็เกิดขึ้นมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมไม่ทราบว่าชาวอเมริกันตระหนักกันหรือไม่ว่า พวกเขาจะต้องต่อสู้กับปรปักษ์ที่น่าเกรงขามขนาดไหน ถ้าหากพวกเขาตัดสินลงไปว่าจีนคือศัตรู

คุณใช้เวลาอยู่ 20 ปีในอัฟกานิสถาน คุณใช้เวลายาวนานทีเดียวในอิรัก ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศเล็กๆ แต่สำหรับจีนน่ะจะไม่หายวับไปไหนหรอก นี่ไม่ใช่สหภาพโซเวียต นี่ไม่ใช่แค่หน้าฉากซึ่งตกแต่งเอาไว้หลอกลวงคน แต่นี่เป็นประเทศที่มีทั้งพลวัต, พลังงาน, ความรู้ความสามารถอย่างมหาศาล ซึ่งต้องการจะชิงเอาตำแหน่งแห่งที่ในโลกของตนกลับคืนมา

ไม่ต้องสงสัยเลย บางส่วนของสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ฝ่ายจีนจะเรียกว่าเป็นการเดินแนวทางมวลชนของตน แต่มันคือการนำเสนอทัศนะต่อโลกเข้าไปในหมู่ประชาชนอย่างชำนิชำนาญนั่นเอง แล้วจำนวนมากเลยของเรื่องนี้คือความภาคภูมิใจและความมั่นอกมั่นใจอย่างลึกซึ้งมากในหมู่ประชากรซึ่งรู้สึกว่าตนถูกกดขี่เหยียดหยาม

บางทีอาจจะเป็นเพราะการที่พวกเขาถูกทุ่มใส่ด้วยวาทะที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นเหยื่อก็ได้ อาจจะมากกว่านิดหน่อยจากที่คนอื่นๆ อาจจะเคยทำกันมา แต่ถึงอย่างไรก็ต้องจดจำกันเอาไว้ว่าพวกเขาก้าวมาจากตรงไหน และมีความมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า และพวกเขาไม่ได้กำลังจะหายสูญไปไหนหรอก

ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ผมจึงอยากจะพูดกับทั้งคู่ว่า (กดปุ่ม) พอซ (Pause) เถอะ คิดกันให้รอบคอบก่อนที่คุณจะ (กดปุ่ม) ฟาสต์ ฟอร์เวิร์ด (fast forward) มันอันตรายมาก

ออสโนส: เกี่ยวกับเรื่องนี้ –เรายังมีหัวอื่นอื่นๆ อีกหลายเรื่องที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้— แต่ก่อนที่เราจะออกจากเรื่องสหรัฐฯและจีนไป ผมคิดว่ามีอะไรบางอย่างซึ่งอยู่ในความคิดของผู้คนในวอชิงตันในเวลานี้ นั่นคือหัวข้อว่าด้วยไต้หวัน อย่างที่คุณทราบ มีพาดหัวข่าวเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จีนอาจจะมีความเคลื่อนไหวมุ่งไปที่ไต้หวัน และมีบางคนคิดว่ามันจะก่อกวนสถานะเดิม คุณมีความกังวลอย่างไรหรือไม่เกี่ยวกับความเสี่ยงที่จีนจะเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว?

สำหรับพรรคพวกเราที่กำลังรับฟังอยู่แต่อาจจะจำไม่ได้นะครับ ก็ขอทบทวนข้อมูลจำนวนหนึ่ง ผู้บัญชาการของกองบัญชาการทหารภาคพื้นอินโดแปซิฟิก ได้แถลงเอาไว้ในเดือนมีนาคมปีนี้ว่า จีนกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะมีสมรรถนะในการเข้ายึดครองควบคุมไต้หวันได้ภายในระยะเวลา 6 ปีข้างหน้าหรือราวๆ นั้น ส่วนประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมก็เพิ่งพูดเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับหัวข้อนี้ ขอท่านนายกฯช่วยยกระดับความรู้ความเข้าใจพวกเราหน่อย คุณรู้สึกกังวลอย่างไรหรือไม่? คุณคิดว่าสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจะเป็นยังไง และจะมีผลกระทบอะไรบ้าง?

นายกฯ ลี: ตามความเห็นของผม –ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการที่จะเคลื่อนไหวเดินหมากไปตามลำพังฝ่ายเดียวหรอก แต่ผมก็คิดว่ามันมีอันตรายอยู่ และอันตรายก็คือการคาดคำนวณผิดพลาดอย่างร้ายแรง หรือเกิดอุบัติเหตุอย่างร้ายแรงขึ้นมา ดังนั้น คุณจึงไม่ได้กำลังอยู่ในตำแหน่งที่จะเป็นอันตรายขึ้นมาแล้ว แต่คุณสามารถที่จะเข้าสู่ตำแหน่งที่มีอันตรายได้อย่างค่อนข้างง่ายดาย

สำหรับฝ่ายจีนนั้น ไต้หวันคือตัวแม่ของผลประโยชน์แกนกลางทั้งหลายทั้งปวง ผมหมายความว่ามันเป็นหัวข้อแห่งชาติที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา และการเป็นเอกราชของไต้หวันคือไฟ (เตือนภัย) สีแดงสดสำหรับเตือนว่าต้องห้ามเกิดขึ้นมาอย่างเด็ดขาด มิสเตอร์สี (จิ้นผิง) นำเอาเรื่องการรวมไต้หวันกลับเข้ามาส่วนหนึ่งของชาติ เป็นส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ของชาติจีนของเขา

แต่ความเป็นจริงแล้วไม่เฉพาะแค่ประธานาธิบดีสีเท่านั้นหรอกที่มีวิสัยทัศน์เช่นนี้ ความเป็นจริงแล้วนี่เป็นทัศนะอันเป็นเอกฉันท์ตลอดทั่วทั้งประเทศจีน –ปัญญาชน, กองทัพ, แม้กระทั่งประชากร มันเป็นทัศนะที่หยั่งรากลงลึกมากๆ และมันคือความเป็นจริง เส้นทางดังกล่าวนี้ที่เป็นตัวอย่างแรกเลยภายใต้ เติ้ง เสี่ยวผิง ได้แก่แนวความคิดเรื่องหนึ่งประเทศ สองระบบ มีการนำเอามาใช้กับฮ่องกง มุ่งหมายทำให้เป็นแบบอย่างที่ใช้ได้ผล ด้วยความหวังว่าแบบอย่างนี้จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับไต้หวันได้

(อย่างไรก็ตาม) แม้กระทั่งก่อนหน้าพัฒนาการต่างๆ ในฮ่องกงเมื่อเร็วๆ นี้ ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแนวความคิดที่ได้รับการยอมรับหรอก ยิ่งในไต้หวันด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่ามีเสียงสนับสนุนไอเดียเช่นนี้น้อยเอามากๆ สิ่งที่เป็นแบบแผนวิธีการซึ่งใช้การได้ อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับการธำรงรักษาความสัมพันธ์และการพัฒนาความร่วมมือกัน คือสิ่งที่เรียกกันว่า ฉันทามติปี 1992 (1992 Consensus) โดยในคำแถลงที่ค่อนข้างคลุมเครือนี้มีสิ่งหนึ่งที่เจาะจงชัดเจน ได้แก่เรื่องที่ว่า จีนมีเพียงจีนเดียว ทว่าแต่ละคนแต่ละฝ่ายต่างมีการตีความของตนเอง

บนพื้นฐานเช่นนี้ พวกเขาสามารถที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลพรรคก๊กมิ่นตั๋งในไต้หวันหลายๆ รัฐบาลทีเดียว ทว่ามาถึงตอนนี้ ไช่ อิงเหวิน บอกว่า ไม่เอา ฉันทามติปี 1992 เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ มันกลายเป็นเรื่องยากลำบากเอามากๆ ที่จะจัดทำรูปแบบถ้อยคำที่เป็นทางเลือกอื่นขึ้นมา เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันได้ ดังนั้นคุณจึงอยู่ในระยะเวลาที่ยากลำบากเอามากๆ ทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ทัศนคติของประชากรไต้หวันกำลังเกิดการปรับเปลี่ยน สองในสามของคนไต้หวันเวลานี้คิดว่าพวกตนคือคนไต้หวัน และยังต้องการที่จะธำรงรักษาสถานะเดิมเช่นนี้เอาไว้

มันเป็นสถานการณ์ที่ฝ่ายแผ่นดินใหญ่กำลังเฝ้าจับตามองอย่างระแวดระวัง เกิดความสงสัยว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง ถ้าพวกเขาบีบคั้น มันก็จะทำให้คนไต้หวันต่อต้านพวกเขา ถ้าพวกเขาผ่อนคลาย ก็มีความกลัวว่าคนไต้หวันจะยิ่งมีพื้นที่ในทางระหว่างประเทศ ผมคิดว่าพวกเขากำลังพยายามที่จะจำกัดบีบรัดพื้นที่ระหว่างประเทศของไต้หวันให้มากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้

แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะเดินหมากเคลื่อนไหวไปเพียงฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ได้ถูกยั่วยุ มันมีความเสี่ยงสูงมาก แม้กระทั่งถ้าหากว่าประสบความสำเร็จ ชัยชนะนั้นก็จะเสื่อมโทรมหมดแรงลงไป เพราะจะทำยังไงล่ะกับประชาชนประมาณ 20 ล้านเศษๆ บนเกาะ ที่ไม่ได้มีความปรารถนาจะเป็นพลเมือง (ของจีน) การเคลื่อนไหวแต่เพียงฝ่ายเดียวชนิดที่ไม่ได้ถูกยั่วยุนั้น ผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่ว่าการคาดคำนวณผิดหรืออุบัติเหตุ ก็สามารถที่จะนำคุณไปสู่จุดซึ่งคุณไม่ได้ต้องการเลย ได้อย่างง่ายดาย พวกคุณบางคนอาจจะจำได้ถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2001 เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับ(เครื่องบินตรวจการณ์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ แบบ) อีพี-3 ขึ้นมา เกิดเหตุการณ์ที่เครื่อง อีพี-3 (ของสหรัฐฯ) ซึ่งบินอยู่นอกชายฝั่งจีน ได้ชนปะทะกับเครื่องบินขับไล่จีนลำหนึ่ง แล้วเครื่องบินขับไล่ของจีนตกและนักบินเสียชีวิต ส่วน อีพี-3 ลำนั้นต้องลงจอดฉุกเฉินในเกาะไห่หนาน (ไหหลำ) สหรัฐฯใช้เวลาอยู่หลายอาทิตย์เพื่อทำงานในเรื่องการขอโทษขอโพยและได้เครื่องบินกับลูกเรือกลับคืนไป ผมคิดว่าถ้าหากอะไรอย่างนี้เกิดขึ้นมาในวันนี้แล้ว ผมก็ไม่แน่ใจเลยว่ามันจะมีผลลัพธ์ในทางเมตตากรุณาทำนองเดียวกันนี้ขึ้นมาได้ มันเป็นฐานะที่ยากลำบากเอามากๆ

ผมคิดว่าจุดยืนของฝ่ายอเมริกันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ระยะไม่กี่ปีหลังๆ มานี้ ผมคิดว่าอเมริกันกำลังดำเนินจังหวะก้าวอย่างน่าจับตามอง ในการมีปฏิสัมพันธ์กับไต้หวัน เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเนื่องจากมีทั้งเที่ยวบินทางทหาร และมีทั้งการเชื้อเชิญทางการทูต การไปเยือน และอื่นๆ ทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าทั้งสองฟากฝั่งของช่องแคบ (ไต้หวัน) ต่างเฝ้าจับตามองกันอย่างระแวดระวัง

ผมขอบอกว่า จุดยืนอย่างเป็นทางการของคณะบริหารชุดนี้เป็นจุดยืนที่มีความระมัดระวังมาก (รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ) ลอยด์ ออสติน ไปเยือนสิงคโปร์เมื่อไม่นานมานี้ เขาถูกถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และสิ่งที่เขาพูดตอบนั้นมีความสำคัญ ถึงแม้มันไม่ได้ถูกนำมาอ้างอิงอะไรกันมากนัก

ผมขออ้างสิ่งที่เขาพูดนะครับ เขาพูดสองอย่าง อย่างหนึ่งคือ “ไม่มีใครต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงแต่ฝ่ายเดียวในเรื่องสถานะเดิมเกี่ยวกับไต้หวัน”

นี่หมายความว่าไม่ได้มีใครที่จะเที่ยวทึกทักทำการเปลี่ยนแปลงแต่เพียงฝ่ายเดียว โปรดอย่าเข้าใจผิดในเรื่องนี้นะครับ เรื่องทึกทักที่ผมว่านี่ เป็นผมพูดเอง ไม่ใช่คำพูดของเขา

อย่างที่สอง “สหรัฐฯมีความมุ่งมั่นผูกพันในการสนับสนุนไต้หวันและสมรรถนะของไต้หวันในการป้องกันตัวเองโดยสอดคล้องกับรัฐบัญญัติความสัมพันธ์กับไต้หวัน (Taiwan Relations Act) และกับนโยบายว่าด้วยจีนเดียวของสหรัฐฯ” พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สหรัฐฯกำลังแสดงจุดยืน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คณะบริหารหลายๆ ชุดได้แสดงกันมาแล้ว มันเป็นคำแถลงที่ระมัดระวัง มันเป็นคำแถลงต่อทั้งสองฝ่ายว่า พฤติการณ์ตามลำพังฝ่ายเดียวเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ได้รับการต้อนรับ และสิ่งที่สหรัฐฯจะทำก็คือการระบุออกมาอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องข้อจำกัดต่างๆ ที่ทางฝ่ายคุณพรักพร้อมที่จะเห็นด้วยได้

ผมคิดว่าถ้าหากจุดยืนอย่างระมัดระวังนั้น ได้รับการธำรงรักษาเอาไว้อย่างชัดเจนและคงเส้นคงวาแล้ว เราก็สามารถที่จะธำรงรักษาสันติภาพและเสถียรภาพข้ามช่องแคบไต้หวันเอาไว้ได้ ซึ่งมันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อภูมิภาคทั้งหมดโดยรวม และผมคิดว่ามันน่าจะมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความสัมพันธ์ของคุณกับจีนโดยรวมด้วยเช่นกัน มันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่จะต้องกังวลถึง แต่มันไม่ใช่ความขัดแย้งของวันพรุ่งนี้ มันเป็นอะไรบางอย่างสำหรับช่วงระยะกลาง

TopBack to Top